เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown planthopper, BPH)

พิกุล ลีลากุด


          
แมลงศัตรูที่พบในนาข้าวมีหลายชนิดทำให้ผลผลิตข้าวต้องสูญเสียจากแมลงเข้าทำลายข้าวในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown planthopper, BPH) ชื่อวิทยาศาสตร์ Nilaparvata lugens เป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญในเขตอบอุ่นและในเอเชีย โดยทำให้เกิดความเสียหายกับข้าวโดยตรงและทำให้เกิดโรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเริ่มระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 และพบว่ามีการระบาดครั้งล่าสุดในปี พ.ศ.2543 มีพื้นที่ระบาด 506,425 ไร่ ในภาคกลางภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญในนาที่ลุ่มเขตชลประทานแต่ก็มีการพบในนาที่อาศัยน้ำฝนด้วยเช่นกัน

รูปร่างลักษณะ
          เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงปากดูด ตัวเต็มวัยมีขนาดยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร กว้าง 1 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีน้ำตาลจนถึงสีน้ำตาลปนดำ มีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form) และชนิดปีกสั้น (brachyterous form) ตัวเมียมีขนาดโตกว่าตัวผู้

วงจรชีวิต
 

7-9 วัน

ไข่

13-17 วัน

ตัวอ่อน

13-15 วัน

ตัวเต็มวัย

           ตัวเมียชนิดปีกยาวสามารถวางไข่ได้ 100 ฟอง ตัวเมียปีกชนิดสั้นสามารถวางไข่ได้ 300 ฟอง ในช่วงชีวิต 2 สัปดาห์ของการเป็นตัวเต็มวัย โดยวางไข่เป็นกลุ่มเรียงแถวที่เส้นกลางใบหรือกาบใบ กลุ่มละประมาณ 8-10 ฟอง ซึ่งมองเห็นเป็นรอยช้ำสีน้ำตาลตรงบริเวณที่วางไข่ดังกล่าวนั้น ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 7-9 วัน ตัวอ่อนลอกคราบ 5 ครั้ง ภายในระยะเวลา 13-17 วัน เพื่อเป็นตัวเต็มวัย ตัวเมียมีอายุเฉลี่ยประมาณ 15 วัน ส่วนตัวผู้มีอายุเฉลี่ยประมาณ 13 วัน



เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล


          แปลงนาข้าวที่ถูกทำลายโดยเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้นบินไม่ได้จะอาศัยอยู่ในแปลงดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวและขยายพันธุ์ ส่วนพวกปีกยาวสามารถบินอพยพออกจากแปลงนาได้

ลักษณะการทำลายและการแพร่ระบาด
          เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถทำลายต้นข้าวในทุกระยะของการเจริญเติบโต เช่น ระยะต้นกล้า ระยะแตกกอ ระยะออกรวง ตั้งแต่ตัวอ่อนจนถึงตัวแก่สามารถทำลายต้นข้าวได้อย่างรุนแรง โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองเหี่ยวแล้วแห้งเป็นสีน้ำตาลแก่คล้ายน้ำร้อนลวกที่เรียกว่า "hopper burn" ต้นกล้าและต้นข้าวที่กำลังแตกกอที่ถูกทำลายจะแห้งตาย ต้นข้าวที่ออกรวงแล้วจะมีเมล็ดไม่สมบูรณ์และมีน้ำหนักเบา ล้มง่าย
          ประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลพบมากในพันธุ์ข้าวที่มีต้นเตี้ยและแตกกอมาก เนื่องจากมีจำนวนต้นข้าวให้แมลงดูดกินมาก เช่น พันธุ์ กข1 และจะระบาดรุนแรงในระหว่างเดือนที่มีอากาศร้อนและความชื้นค่อนข้างสูง เช่น เดือนพฤษภาคม มิถุนายน และกรกฎาคม
          นอกจาการทำลายข้าวโดยตรงแล้ว แมลงชนิดนี้ยังเป็นพาหะนำโรคใบหงิก (ragged stunt) และโรคเขียวเตี้ย (grassy stunt) มาสู่ต้นข้าว เป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างมาก

 พืชอาศัย
          เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีพืชอาหารจำกัดเฉพาะข้าวและข้าวป่าบางชนิด (species) เช่น O. nivara, O. rufipogon แต่ก็สามารถขยายพันธุ์บนหญ้าไซ ( Leersia hexandra Sw.)ได้เช่นกัน

การป้องกันกำจัด
1. การใช้พันธุ์ต้านทาน
          ควรปลูกข้าวพันธุ์ที่มีความต้านทาน เช่น ปทุมธานี 1 และพิษณุโลก 2 หรือค่อนข้างต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหรือพันธุ์อื่นๆ ที่เกษตรกรพบว่ามีการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลน้อยในฤดูเดียวกัน การปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานนับเป็นวิธีที่ดีในการควบคุมประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
          ข้าวพันธุ์เบาเก็บเกี่ยวเร็วจะช่วยลดการเพิ่มประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลลงได้ เช่น พันธุ์ชัยนาท 2
2. การเขตกรรม
- ปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี โดยปลูกข้าวพันธุ์เบาเก็บเกี่ยวเร็ว เช่น ปทุมธานี 1 หรือชัยนาท 2 เพื่อทำให้พื้นนาว่างเว้นจากการปลูกข้าว แปลงนาข้างเคียงแต่ละแปลงควรปลูก    ข้าวเว้นห่างกัน 2 สัปดาห์
-  ทำการระบายน้ำออกจากแปลงนาประมาณ 3-4 วันในช่วงที่พบเพลี้ยกระโดดระบาดในนาข้าวเพื่อลดประชากรของแมลง
-  กำจัดแหล่งของเชื้อไวรัสในต้นข้าวและวัชพืช โดยไถกลบตอซังและลูกข้าว
-  ทำการตกกล้าในพื้นที่ที่ห่างไกลจากแสงไฟและแหล่งที่มีเชื้อไวรัสเพราะแสงไฟจะดึงดูดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
-
  ในนาที่สามารถควบคุมน้ำได้ ถ้าพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในขณะที่ข้าวยังเล็กอยู่ให้ไขน้ำท่วมยอดข้าวจะช่วยทำลายไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ เพราะไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่แช่อยู่ในน้ำตั้งแต่ 6 วันขึ้นไปจะฟักเป็นตัวอ่อนไม่ได้
-  ระบายน้ำออกจากแปลงนา 7-10 วัน ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวและเมล็ดข้าวเริ่มแข็งแล้ว
3. การใช้สารเคมี
           หมั่นสำรวจตรวจนับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตามโคนกอข้าวอย่างสม่ำเสมอ ไร่ละ 10 จุด ๆ ละ 10 ต้น (นาหว่าน) ถ้าเป็นนาดำไร่ละ 10 กอ เมื่อพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 1 ตัวต่อต้น หรือ 10 ตัวต่อกอ ให้พิจารณาศัตรูธรรมชาติและสภาพแวดล้อมในนาก่อนตัดสินใจใช้สารเคมี เช่น สตาร์เกิล ชื่อสามัญ คือ ไดโนทีฟูเรน (dinotefuran), คอนฟิดอร์ 100 เอสแอล ชื่อสามัญ คือ อิมิดาคลอพริด (imidacloprid) เพราะการใช้สารฆ่าแมลงจะฆ่าศัตรูธรรมชาติและไม่สามารถทำลายไข่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเมื่อไข่ฟักตัวอ่อนส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่รอดได้ การใช้สารฆ่าแมลงขณะที่มีตัวอ่อนระยะแรกเป็นจำนวนมากไม่มีประโยชน์เพราะโดยทั่วไปแล้วตัวห้ำสามารถลดจำนวนแมลงและตัวอ่อน การพ่นสารฆ่าแมลงที่ส่วนยอดของต้นข้าวสารฆ่าแมลงจะไม่ถูกตัวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลซึ่งอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นข้าว ควรใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามคำแนะนำและพ่นสารเคมีในจุดที่มีการระบาดเท่านั้นโดยพิจารณาถึงสมดุลของศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติ
4. การใช้จุลินทรีย์
          เชื้อจุลินทรีย์ที่เรียกว่า บิวเวอเรีย (Beauveria) ซึ่งเป็นเชื้อรา เกษตรกรให้การยอมรับว่าสามารถฆ่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ผลดี เชื้อบิวเวอเรียนี้จะมีอยู่เองตามธรรมชาติ โดยอาศัยอยู่ในดินและระยะหลังมีปริมาณลดลงเนื่องจากส่วนหนึ่งถูกทำลายโดยสารเคมีที่เกษตรกรฉีดพ่น
5. โดยชีววิธี
-
  มีตัวห้ำ ตัวเบียนและเชื้อโรคจำนวนมากเข้าทำลายทุกระยะการเจริญเติบโตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
-  ไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลถูกทำลายโดยแตนเบียนไข่ mymarid, trichogrammatid และ eulophid มวนเขียวดูดไข่และไรตัวห้ำกินไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
-  แตนเบียน elenchid, dryinid และไส้เดือนฝอยเป็นตัวเบียนทำลายตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
-  ตัวห้ำที่อาศัยใต้ผิวน้ำ (แมลงเหนี่ยงด้วงดิ่ง และตัวอ่อนของแมลงปอเข็มและแมลงปอบ้าน)และแมลงที่ว่ายอยู่บนผิวน้ำ (มวนแมงป่องน้ำ จิงโจ้น้ำ) กินเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่อาศัยอยู่ใกล้ผิวน้ำหรือที่ตกลงไปในน้ำ
ด้วงเต่าและแมงมุมจับกินทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
-  แมลงปอบ้านและแมลงปอเข็มกินตัวเต็มวัยและตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

บรรณานุกรม
1. กองกีฏและสัตววิทยา. รายงานผลการค้นคว้าวิจัยการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล. 2539.โครงการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคใบหงิก พ.ศ. 2534-2539. กรมวิชาการเกษตร. 189 หน้า.
2. ปรีชา วังศิลาบัตร  สุวัฒน์ รวยอารีย์  เรวัต  ภัทรสุทธิ  เฉลิมวงศ์ ถิระวัฒน์ และวนิช ยาคล้าย. 2538.มิตรและศัตรูของชาวนา : ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ. กองกีฏและสัตววิทยา.  กรมวิชาการเกษตร. หน้า 22-23.
3.
ปรีชา วังศิลาบัตร. 2545. นิเวศวิทยาของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและการควบคุมปริมาณ. กองกีฏและสัตววิทยา. กรมวิชาการเกษตร. 117 หน้า.
4.
สุวัฒน์ รวยอารีย์. 2544. เรียนรู้การจัดการแมลงศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสาน. เอกสารวิชาการ กกส-ว-006-2544. หน้า 134-147.