แหนแดงและการใช้ประโยชน์ในนาข้าว

โดย...วราภรณ์ วงศ์บุญ

   

1. รู้จักกับแหนแดง
             แหนแดง
(Azolla, Water fern, Water velvet) มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Azolla spp.  เป็นพืชลอยบนผิวน้ำ ลักษณะโดยทั่วไปของแหนแดง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น (rhizome) ราก (root) และใบ (lobe) มีกิ่งแยกจากลำต้น ใบเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไป แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือใบบน (dorsal lobe) และใบล่าง (ventral lobe) มีขนาดใกล้เคียงกัน รากของแหนแดงจะห้อยลงไปในน้ำตามแนวดิ่งและอาจฝังลงไปในดินโคลนได้ ใบบนมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวอาศัยอยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวนี้สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศแล้วเปลี่ยนให้เป็นสารประกอบในรูปของแอมโมเนียมให้แหนแดงใช้ประโยชน์ได้   ทำให้แหนแดงเจริญเติบโตได้เร็วและมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูง และการที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูงทำให้แหนแดงสลายตัวได้ง่ายและปลดปล่อยไนโตรเจนและธาตุอาหารพืชอื่นๆ ออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อให้พืชอื่นหรือจุลินทรีย์นำไปใช้ต่อไป จากการศึกษาพบว่าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจนในต้นแหนแดงจะถูกปลดปล่อยออกมาภายใน 8 สัปดาห์หลังจากการไถกลบ

           แหนแดงมีหลายชนิด (species) เช่น Azolla caroliniana,  A. filiculoides ,   A. microphylla A. mexicanaA. nilotica, A. pinnata    และ  A. Rubra   ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกา อาฟริกา และเอเชีย  แหนแดงชนิดที่พบแพร่หลายในประเทศไทยคือ A. pinnata โดยทั่วไปแหนแดงจะอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งและนาข้าวทั่วไป เจริญได้ดีในน้ำที่มีความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 4.0-5.5  อุณหภูมิ 18-25 ºC     ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศอยู่ระหว่าง 85-90 เปอร์เซ็นต์  แสง 50 - 75 เปอร์เซ็นต์ของแสงแดดปกติ (1700 uE /M-2.S-1) และในสภาพน้ำที่ความเค็มต่ำกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์ของเกลือ 
            แหนแดงมีอัตราการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างรวดเร็วและแตกต่างกันไปตามชนิด เช่น แหนแดงพันธุ์ Azolla pinnata   สามารถเจริญเติบโตให้น้ำหนักเป็น 2 เท่า ได้ภายใน 2-6 วัน ขึ้นกับสภาพแวดล้อม ในฤดูแล้งแหนแดงจะเจริญได้ช้ากว่าในฤดูหนาว มีอัตราการเพิ่มน้ำหนักแห้งประมาณ 0.308 กรัม/กรัมน้ำหนักแห้ง/วัน ตรึงไนโตรเจนได้ประมาณ 9.86 มิลลิกรัมไนโตรเจน/กรัมน้ำหนักแห้ง/วัน    ส่วน A. mexicana ให้น้ำหนักเป็น 2 เท่า ในเวลาสั้นที่สุดประมาณ 2.8 วัน ซึ่งสั้นเป็นสองเท่าของ A. filiculoides ทั้งนี้เพราะ A. mexicana สามารถใช้แสงได้ดีกว่า และสามารถตรึงไนโตรเจนได้สูงกว่า A. filiculoides   สำหรับ A. caroliniana เป็นแหนแดงที่สามารถเจริญเติบโตได้ตลอดปีโดยไม่ตาย ซึ่งแหนแดงส่วนใหญ่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะโทรมและตายไปพักหนึ่ง แล้วจึงเกิดใหม่เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม


ลักษณะต้นของแหนแดง

            ธาตุฟอสฟอรัสมีผลต่อการเจริญเติบโตของแหนแดงมากที่สุด ถ้ามีระดับฟอสฟอรัสต่ำกว่า 0.23 เปอร์เซ็นต์ในเนื้อเยื่อ การเจริญเติบโตและการตรึงไนโตรเจนของแหนแดงจะหยุดชะงัก  อาการซึ่งอาจสังเกตได้คือ ใบมีสีแดงเข้ม การเจริญเติบโตลดลง และปลายรากคดงอ การเลี้ยงแหนแดงให้ได้ผลดีจึงควรใส่ปุ๋ยฟอสเฟตในนาบ้าง
           
2.  กลไกการตรึงไนโตรเจนของสาหร่ายน้ำเงินแกมสีเขียวในแหนแดง


ภาพขยายของเซลล์สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว (Anabaena azollae) ในช่องใบของแหนแด

           แหนแดงไม่สามารถตรึงไนโตรเจนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่อาศัยสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่อาศัยอยู่ในโพรงใบในการตรึงไนโตรเจน สาหร่ายจำพวกนี้มีอยู่หลายสกุล แต่สกุลที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้ดีมี 9 สกุล ที่สำคัญคือสกุล Anabaena, Nostoc, และ Oscillatoria  สาหร่ายพวกนี้มีโครงสร้างเป็นเส้นสายยาว (filament)  แต่จะมีบางส่วนเท่านั้นที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้ ส่วนหรือเซลล์ที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้นี้เรียกว่า heterocyst ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างไปจากเซลล์อื่นๆ จนสามารถสังเกตเห็นได้ชัด โดยที่เซลล์ของ heterocyst   จะมีขนาดโตกว่าและไม่มีสี โดยทั่วไปแล้วสาหร่ายน้ำเงินแกมสีเขียวมักมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ แต่ในบางกรณีก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกับเชื้อราได้ เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ที่แตกต่างจากสาหร่ายน้ำเงินแกมสีเขียวและเชื้อรา เรียกว่า Lichen นอกจากนี้สาหร่ายน้ำเงินแกมสีเขียวบางชนิดยังสามารถที่จะอยู่ร่วมกับเฟิร์นได้ อย่างเช่นในกรณี Anabaena อยู่ร่วมกับแหนแดงเป็นต้น
           ในแหนแดง ขบวนการตรึงไนโตรเจนจากอากาศของ Anabaena จะเกิดที่เซลล์ heterocyst โดยสาหร่ายน้ำเงินแกมสีเขียวเหล่านี้จะทำหน้าที่ตรึง N2 จากบรรยากาศ โดยใช้ Enzyme Nitrogenase เปลี่ยน N2 ให้เป็น NH3 ภายใต้สภาพ reduction จากนั้น NH3  จะถูกแปรสภาพต่อไป โดยรวมตัวกับสารประกอบอินทรีย์จากแหนแดงกลายเป็นสารประกอบอินทรีย์ไนโตรเจนต่างๆ เช่น Glutamic acid เป็นต้น

3.  ประโยชน์ที่มีต่อการเกษตร
            เนื่องจากแหนแดงสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ (โดยอาศัยกิจกรรมของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) ดังนั้นแหนแดงจึงสามารถเจริญเติบโตได้ดีแม้ในสภาพที่มีปริมาณของปุ๋ยไนโตรเจนต่ำ เมื่อแหนแดงเน่าเปื่อยสลายตัวลงธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ก็จะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อให้พืชอื่นหรือจุลินทรีย์นำไปใช้ต่อไป ด้วยเหตุนี้แหนแดงจึงจัดเป็นพืชที่สามารถนำมาใช้เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดและเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน นอกจากนี้แล้วเกษตรกรบางแห่งยังได้นำเอาแหนแดงไปใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลา สุกร เป็ด เป็นต้น เนื่องจากในแหนแดงนอกจากจะมีธาตุอาหารพืชสูงแล้ว ยังมีปริมาณโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของสัตว์อยู่ในปริมาณที่สูงด้วยเช่นกัน (ตารางที่ 1) ทำให้สัตว์เจริญเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตามในบทความนี้จะกล่าวเน้นถึงการใช้ประโยชน์แหนแดงในนาข้าวเท่านั้น

ตารางที่ 1 องค์ประกอบทางเคมีของแหนแดง

องค์ประกอบทางเคมี

% ธาตุอาหารต่อน้ำหนักแห้งของแหนแดง

Ash

10.5

Crude fat

3 - 3.36

Crude protein

3 - 5

Nitrogen

23 - 30

Phosphorus

0.5 - 0.9

Calcium

0.1 - 1.0

Potassium

2 - 4.5

Manganese

0.5 - 0.65

Magnesium

0.11 - 0.16

Iron

0.06 - 0.26

Soluble sugars

3.4 - 3.5

Starch

6.50 - 6.54

Chlorophyll

0.34-0.55

4 การใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว
4.1 คุณลักษณะเด่นของแหนแดงในการใช้เป็นปุ๋ยพืชสด
           การที่แหนแดงสามารถตรึงไนโตรเจนได้ทำให้มีความเหมาะสมมากในการนำมาใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว นอกจากการตรึงไนโตรเจนได้แล้วยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมอีกหลายประการ กล่าวคือ
    - เจริญเติบโตขยายปริมาณได้รวดเร็ว
           แหนแดงขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ การขยายพันธุ์แหนแดงแบบไม่อาศัยเพศโดยวิธีแตกกิ่งก้าน สามารถเพิ่มปริมาณแหนแดงจากเดิมเป็นสองเท่าในเวลาเพียง 3-7 วัน ในทางปฏิบัติถ้าเริ่มเลี้ยงแหนแดงโดยใช้อัตรา 50-100 กก. ต่อไร่ แหนแดงจะขยายเต็มพื้นที่ ได้น้ำหนักแหนแดงสด 2-3 ตันต่อไร่ภายใน  2-3 สัปดาห์
    - สามารถเลี้ยงให้เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
          แหนแดงสามารถเลี้ยงให้เติบโตขยายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในดินนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติในการดูดซับฟอสเฟตของดินดังกล่าวต่ำทำให้ปุ๋ยฟอสเฟตที่ใส่ไม่ถูกดูดยึดไว้ในดินเหมือนดินเหนียว หรือพวกดินกรดจัดต่างๆ  ทำให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญต่อการเจริญเติบโตจากปุ๋ยฟอสเฟตได้ดียิ่งขึ้น
    - มีไนโตรเจนและธาตุอาหารอื่นเป็นองค์ประกอบสูง
          ขบวนการพึ่งพาอาศัยระหว่างแหนแดงกับสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินในโพรงใบแหนแดง ทำให้แหนแดงสามารถดึงเอาไนโตรเจนจากอากาศมาใช้สำหรับการเจริญเติบโตและขยายปริมาณได้อย่างเพียงพอ ทำให้แหนแดงมีไนโตรเจนอยู่ในส่วนประกอบสูง เมื่อแหนแดงขยายเต็มพื้นที่หนึ่งไร่จะให้ไนโตรเจนได้ถึงไร่ละ 4-6 กิโลกรัม
  นอกจากไนโตรเจนแล้วยังมีธาตุอาหารพืชอื่นๆ เป็นองค์ประกอบในปริมาณที่ค่อนข้างสูง เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เป็นต้น (ตารางที่ 1)
    - สลายตัวได้รวดเร็ว
          เนื่องจากแหนแดงมีอัตราส่วนของ
C:N ต่ำ  (ประมาณ 8-13)  ทำให้ภายใน 1 สัปดาห์หลังจากถูกกลบ แหนแดงจะเริ่มย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารพืชที่เป็นประกอบออกมา  และประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของธาตุอาหารพืชที่เป็นองค์ประกอบจะถูกปลดปล่อยออกมาภายใน 8 สัปดาห์หลังจากถูกกลบ
    - ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงขยายสั้น
           การเลี้ยงขยายแหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ใช้ระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ก็สามารถขยายปริมาณแหนแดงให้เต็มพื้นที่นา ได้น้ำหนักสด 2-3 ตันต่อไร่ แหนแดงในปริมาณดังกล่าวมีปริมาณไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 4-6 กก.
N ต่อไร่  
    - เพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีไนโตรเจนในนาข้าว
           แหนแดงสามารถลดอุณหภูมิของน้ำ ลดการเจริญเติบโตของสาหร่ายใต้น้ำและวัชพืชอื่นๆ ลดค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำ ปัจจัยดังกล่าวสามารถลดการสูญเสียปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่ในนาข้าวในรูปของก๊าซแอมโมเนียได้  ทำให้การใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนของข้าวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  
4.2 การเตรียมเชื้อพันธุ์และการขยายพันธุ์
           การที่จะใช้แหนแดงในนาข้าว ในเบื้องต้นจะต้องรู้จักหลักและวิธีการเลี้ยงขยายเชื้อพันธุ์แหนแดงก่อน การเพาะขยายแหนแดงเพื่อให้ได้ปริมาณตามต้องการภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อพันธุ์ที่เริ่มต้น ขนาดพื้นที่เลี้ยงขยาย และระยะเวลาที่ใช้ในการเลี้ยงเชื้อพันธ์   โดยทั่วไปการเพาะขยายพันธุ์แหนแดงทำได้โดยใช้เชื้อพันธุ์เริ่มต้นประมาณ 500  กรัม/ม.2 ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตประมาณ 2 กรัม P2O5 /ม.2  จะได้แหนแดงกระจายคลุมพื้นที่ผิวน้ำบางๆ และสามารถเจริญเต็มพื้นที่ได้ภายใน 3-6 วัน  และสามารถลดปริมาณแสงลงใต้ผิวน้ำได้เกือบทั้งหมด ทำให้ลดการเจริญเติบโตของสาหร่ายและวัชพืชน้ำได้เป็นอย่างดี การเลี้ยงขยายแหนแดงวิธีนี้เป็นวิธีการที่ได้ผลแน่นอน แต่ต้องมีการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตทุกครั้งที่มีการขยายพื้นที่ แหนแดงที่ขยายเต็มที่จะให้น้ำหนักแหนแดงสดประมาณ 1.5-2 กก./ม.2

4.3 วิธีการใช้ประโยชน์ในนาข้าว
           สามารถทำได้ 3 วิธีหลักๆ ดังนี้คือ
-
เลี้ยงแหนแดงก่อนปักดำข้าว  หลังจาการเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว รักษาระดับน้ำในนาให้ลึก 5-10 เซ็นติเมตร ให้หว่านแหนแดงที่เลี้ยงไว้ก่อนแล้ว 50 –100 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วใส่ปุ๋ยฟอสเฟต อัตรา 3 –6 กก.P2O5 ต่อไร่ ในดินทรายที่ขาดโพแทสเซียมใส่ปุ๋ยโพแทสเซียม อัตรา 3.5-4 กก. K2O ต่อไร่ในวันที่ใส่เชื้อพันธุ์แหนแดง และใส่ปุ๋ยฟอสเฟตปริมาณเท่าเดิมหลังจากแหนแดงอายุ 7-10 วัน ซึ่งในสภาพที่ไม่มีปัญหาโรคแมลงรบกวน สิ่งแวดล้อมเหมาะสม แหนแดงจะเจริญเติบโตเต็มพื้นที่ให้น้ำหนักสด 2-3 ตันต่อไร่ภายใน 2-3 สัปดาห์ จากนั้นระบายน้ำออก ไถกลบแหนแดงลงดิน เพื่อให้เน่าเปื่อยผุพังแล้วจึงปักดำกล้าข้าวต่อไป
- เลี้ยงแหนแดงภายหลังปักดำข้าว  ภายหลังปักดำข้าวแล้ว นำแหนแดงมาเลี้ยงในนาข้าว อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ปุ๋ยเช่นเดียวกับวิธีที่ 1 เมื่อแหนแดงขยายตัวเต็มเนื้อที่ จึงระบายน้ำออกแล้วจึงย่ำแหนแดงลงดิน และระบายน้ำกลับมาอีกครั้งหนึ่ง หรืออาจใช้วิธีกดแหนแดงลงดินโดยไม่ต้องระบายน้ำออกก็ได้ หรืออาจปล่อยให้ตายไปเองตามธรรมชาติ            ทั้งนี้การใช้ทั้งสองวิธีดังกล่าวร่วมกัน ก็จะสามารถเพิ่มปริมาณของแหนแดงให้แก่นาข้าวได้มากยิ่งขึ้น การที่จะเลือกเลี้ยงขยายแหนแดงก่อนหรือพร้อมปักดำข้าวนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องน้ำเป็นสำคัญ ในแหล่งที่สามารถควบคุมน้ำได้ เช่นในเขตชลประทาน  การเลี้ยงแหนแดงก่อนปักดำข้าวทำได้โดยง่าย ในกรณีพื้นที่นาน้ำฝนที่ไม่สามารถควบคุมเรื่องน้ำได้  ปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาใหญ่เนื่องจากชาวนาไม่สามารถหาน้ำมาใช้ในระยะก่อนปักดำข้าวได้อย่างเพียงพอ แต่ระยะหลังปักดำข้าวแล้วพื้นที่นาส่วนใหญ่จะมีน้ำขังอยู่ตลอด ดังนั้นในพื้นที่นาน้ำฝนการเพาะเลี้ยงแหนแดงพร้อมหรือหลังปักดำข้าวจึงมีความเป็นไปได้สูง สะดวกในการปฏิบัติ
มากกว่า


แหนแดงในนาข้าว

- การเลี้ยงปลาในนาข้าว
           กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เลี้ยงปลาในนาข้าวโดยปล่อยลูกปลา 400-600 ตัวต่อไร่ สามารถเพิ่มผลผลิตอาหารจากการทำนาปกติเป็นเนื้อปลาได้ 20-30 กก.ต่อไร่ ซึ่งยังต่ำมาก ทำให้เกษตรกรไม่สนใจนัก  เนื่องจากอาหารปลาตามธรรมชาติที่มีอยู่ในนาข้าวมีจำกัด   การที่แหนแดงสามารถเลี้ยงขยายในนาข้าวได้ตลอดเวลา  ทำให้สามารถใช้เป็นอาหารปลาที่เลี้ยงในนาข้าวได้  ดังนั้นถ้าเลี้ยงปลาในนาข้าวโดยเลี้ยงแหนแดงควบคู่ไปด้วย ข้อจำกัดเรื่องอาหารปลาก็จะหมดไป วิธีการดังกล่าวน่าจะเป็นวิธีการเพิ่มผลผลิตในระบบการเลี้ยงปลาในนาข้าวที่มีประสิทธิภาพ
           ปลาที่นิยมเลี้ยงในนาข้าวได้แก่ ปลานิล ปลาไน และปลาตะเพียนขาว เนื่องจากเป็นปลากินพืชที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตดี สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ปลาทั้งสามชนิดเหมาะที่จะปล่อยรวมกัน โดยปกติใช้อัตราส่วนเท่าๆ กัน ใช้ปลา 600 ตัวต่อไร่ หรืออย่างละ 200 ตัว ขนาดปลาที่ปล่อย 3-5 ซม. ถ้าเลี้ยงแหนแดงเป็นอาหารปลาด้วยก็สามารถเพิ่มจำนวนลูกปลาได้อีก 3 เท่า  การปล่อยลูกปลาหลังจากปักดำเสร็จหรือหลังจากใส่แหนแดง ใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 4 เดือน ซึ่งพอข้าวเก็บเกี่ยวได้ ปลาก็มีขนาดโตสามารถจับไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ 

5. สรุปและข้อเสนอแนะ
          แหนแดงเป็นพืชน้ำที่หาได้ง่ายและพบเห็นตามที่ที่มีน้ำขังโดยทั่วไป เช่น หนองน้ำ คูน้ำ  หรือแม้แต่ในนาข้าวเอง  และจากการที่แหนแดงสามารถขยายปริมาณได้อย่างรวดเร็ว  มีธาตุไนโตรเจนและธาตุอาหารอื่นๆ  สูง ย่อยสลายได้เร็ว จึงเหมาะที่จะนำมาใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ทั้งยังทำให้ประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีสูงขึ้น  โดยอาจใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่นๆ  และเหมาะใช้เป็นอาหารปลากินพืชที่เลี้ยงในนาข้าว  
          อย่างไรก็ตาม การปลูกข้าวในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ เช่นนาดินทราย หรือพื้นที่นาโดยทั่วไป การใช้แหนแดงอย่างเดียวธาตุอาหารที่จำเป็นอาจไม่เพียงพอกับความต้องการของข้าว และจากการที่แหนแดงหรือปุ๋ยพืชสดอื่นๆ มีการสลายตัวที่เร็ว ทำให้ธาตุอาหารถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็วในระยะแรกซึ่งข้าวยังมีความต้องการธาตุอาหารน้อย ทำให้ธาตุอาหารที่ถูกปลดปล่อยออกมาเสียไปในรูปแบบต่างๆ  ควรจะมีการใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน เช่นใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่นๆ  และกำหนดวิธีและเวลาการใส่ให้เหมาะสมกับความต้องการของข้าว และในแง่การเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน  การใช้แหนแดงในนาข้าว พบว่าเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินน้อยมาก เพราะแหนแดงสลายตัวได้เร็ว ดังนั้น ควรใช้แหนแดงร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่นๆ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยพืชสดชนิดอื่นๆ เป็นต้น   เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว

เอกสารประกอบการเรียบเรียง

นันทกร  บุญเกิด, ประยูร  สวัสดี และออมทรัพย์  นพอมรบดี. 2533.  การใช้จุลินทรีย์ดินเพื่อเพิมผลผลิตพืช. คู่มือการปรับปรุงดินและการใช้ปุ๋ย. หน้า 288-309.

ประยูร  สวัสดี. 2539. การใช้ประโยชน์จากแหนแดง  เอกสารวิชาการเรื่อง ปุ๋ยชีวภาพ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กองปฐพี กรมวิชาการเกษตร.หน้า 148-166.

ประเสริฐ  สองเมือง, วิทยา  ศรีทานันท์ และประยูร  สวัสดี. 2536.  เลี้ยงแหนแดงร่วมกับปลาในนาข้าว. กสิกร. 66(1) : 66-68.

ยงยุทธ  โอสถสภา. 2528. หลักการผลิตและการใช้ปุ๋ย. 274 หน้า.

โยธิน  คนบุญ. 2542. ดินนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ปัญหาและแนวทางแก้ไข. การสัมมนาวิชาการข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี และ ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร. หน้า 96-111.

http://www.ibvf.cartuja.csic.es/Cultivos/main.html

Lumpkin, T. A., and D. l. Plucknett. 1982. Azolla as a Green Manure : Use and Management in Crop Production. Westwiew press, Inc, USA.